ในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 13 สถานการณ์ในตะวันออกกลางอยู่ภายใต้บริบทของสงครามครูเสดครั้งที่ 5 ซึ่งกองทัพคริสตชนกำลังปฏิบัติการในดินแดนอียิปต์ โดยเฉพาะการล้อมเมืองดามิเอตตา (Damietta) อันเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของลุ่มแม่น้ำไนล์
ในปัจจุบันเมืองดามิเอตอยู่ในประเทศอียิปต์ ตั้งอยู่บริเวณปากแม่น้ำไนล์ทางตอนเหนือ ใกล้ชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียน และยังคงเป็นเมืองท่าสำคัญของอียิปต์ในปัจจุบัน
ในช่วงเวลาเดียวกันนี้เอง นักบุญฟรังซิสแห่งอัสซีซี ผู้ก่อตั้งคณะฟรังซิสซิสกัน ได้เดินทางไปยังดินแดนตะวันออกกลาง มิใช่ในฐานะทูตทางการเมืองหรือผู้แทนทางทหาร แต่ด้วยเจตนาทางศาสนา คือความปรารถนาที่จะประกาศข่าวดีและแสวงหาหนทางแห่งสันติภาพ
ในปี ค.ศ. 1219 ท่านได้ขออนุญาตข้ามแนวรบเข้าสู่ค่ายของฝ่ายมุสลิม แม้พื้นที่ดังกล่าวยังอยู่ในภาวะสงครามและมีความเสี่ยงต่อชีวิตอย่างยิ่ง บันทึกทางประวัติศาสตร์ระบุว่า ท่ามกลางความตึงเครียด เสียงกลองสงคราม การเคลื่อนทัพ และความหวาดระแวงระหว่างสองฝ่าย ท่านถูกนำตัวไปยังราชสำนักของสุลต่านแห่งอียิปต์ ซึ่งคือ อัล-กามิล ผู้ปกครองราชวงศ์อัยยูบิด (Al-Kamil, Ayyubid Sultan of Egypt) ในขณะนั้น
นักบุญฟรังซิสพร้อมกับเพื่อนนักบวชอีกหนึ่งรูป พยายามข้ามแนวรบเข้าไปยังฝั่งของสุลต่าน บางบันทึกกล่าวว่าทหารทั้งสองฝ่ายพยายามห้าม เพราะถือว่าเป็นการเสี่ยงชีวิตอย่างยิ่ง แต่นักบุญฟรังซิสยืนยันที่จะไป โดยเชื่อว่าพระเจ้าจะทรงนำทาง บางฉบับของชีวประวัติเล่าว่า ท่านอาจถูกจับตัวระหว่างทาง แล้วถูกนำไปส่งต่อยังค่ายของสุลต่าน ซึ่งกลายเป็นจุดเริ่มของการพบปะ
เมื่อทั้งสองได้พบกัน นักบุญฟรังซิสได้แสดงความเชื่อของคริสตชนและความปรารถนาต่อสันติภาพ โดยมิได้ใช้วิธีการบังคับหรือความรุนแรง หากแต่เป็นการเสวนาและการเป็นพยานแห่งความเชื่ออย่างสุภาพ เคารพ และให้เกียรติซึ่งกันและกัน ในขณะเดียวกัน สุสต่านอัล-กามิลก็ทรงเปิดพระทัยรับฟัง และทรงอนุญาตให้การสนทนาดำเนินไปอย่างสงบ แม้จะไม่มีการเปลี่ยนศาสนาหรือผลทางการเมืองเกิดขึ้นโดยตรง นักบุญฟรังซิสเสนอให้มีการ “ทดสอบด้วยไฟ” (trial by fire) เพื่อพิสูจน์ความจริงของความเชื่อ แต่สุลต่านทรงปฏิเสธด้วยความสุภาพ เพื่อไม่ให้ผู้ใดต้องเสี่ยงชีวิต และมีท่าทีชื่นชมความกล้าหาญและความจริงใจของท่าน
หลังการพบปะดังกล่าว นักบุญฟรังซิสได้เดินทางกลับ โดยยังคงยืนยันเจตนารมณ์แห่งสันติภาพและการประกาศความเชื่อโดยปราศจากความรุนแรง แม้ว่าท่านจะไม่ได้รับ “ชัยชนะภายนอก” แต่ได้รับสิ่งที่พระศาสนจักรตีความในเวลาต่อมาว่าเป็น “ชัยชนะของสันติภาพผ่านความอ่อนโยน” จากการเดินทางในครั้งนี้ทำให้นักบุญฟรังซิสเริ่มเป็นโรคตาแดงเรื้อรัง ส่งผลให้การมองเห็นของท่านค่อย ๆ ลดลง
เหตุการณ์นี้จึงถูกจดจำในประเพณีคริสตชนในเวลาต่อมาว่าเป็นหนึ่งในตัวอย่างสำคัญของ “การเสวนาข้ามศาสนา” และเป็นภาพเชิงประจักษ์ของการพบกันระหว่างความเชื่อที่แตกต่างภายใต้บรรยากาศแห่งการเคารพซึ่งกันและกัน แม้อยู่ท่ามกลางสงคราม
เหตุการณ์นี้ได้กลายเป็นแรงบันดาลใจสำคัญให้กับการเสวนาระหว่างคริสตชนกับมุสลิมในยุคหลัง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในสมัยพระศาสนจักรยุคใหม่ เช่น เอกสารของสภาสังคายนาวาติกันที่ 2 (Nostra Aetate) และการพบปะระหว่างพระสันตะปาปากับผู้นำศาสนาอิสลามในศตวรรษที่ 20–21























