บาห์เรน เฉลิมฉลองครบรอบ 800 ปีมรณภาพของนักบุญฟรังซิส (Bahrain: Celebrations mark 800 years from death of St Francis)

สถานเอกอัครราชทูตอิตาลีประจำกรุงมานามา (Manama) ประเทศบาห์เรน โดยร่วมมือกับองค์กร “นี่คือบาห์เรน” (This is Bahrain) ระบุในแถลงการณ์ว่า การรำลึกถึงครั้งนี้สะท้อนถึง “ความมุ่งมั่นอย่างต่อเนื่องของราชอาณาจักรในด้านการเสวนา การอยู่ร่วมกันอย่างสันติ และการเคารพในความหลากหลาย”

โดยจะจัดกิจกรรมหลากหลายชุด (series) ในราชอาณาจักรบาห์เรน เพื่อรำลึกถึงโอกาสครบรอบ 800 ปีแห่งการมรณกรรมของนักบุญฟรังซิสแห่งอัสซีซี ภายใต้หัวข้อ “ปีแห่งอีซา อัล กะบีร” (Year of Isa Al Kabir) ซึ่ง สมเด็จพระราชาธิบดีฮามัด บิน อีซา อัล คอลีฟะห์ (King Hamad bin Isa Al Khalifa) ทรงประกาศขึ้น เพื่อถวายเกียรติแก่เชคอีซา บิน อาลี อัล คอลีฟะห์ หรือที่รู้จักในนาม “อีซา อัล กะบีร” (Sheikh Isa bin Ali Al Khalifa known as Isa Al Kabir) ผู้ได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้ก่อตั้งรัฐบาห์เรนสมัยใหม่ และเป็นบุคคลสำคัญในการฟื้นฟูโครงสร้างสถาบันของประเทศ

#มรดกทางจิตวิญญาณของนักบุญฟรังซิส (The legacy of St Francis)

บาห์เรนมุ่งหมายที่จะให้เกียรติแก่สิ่งที่ตนถือว่าเป็นมรดกร่วมกัน ในแถลงการณ์ระบุว่า “แม้จะถูกแบ่งแยกด้วยกาลเวลาและวัฒนธรรม บุคคลทั้งสองกลับมีมรดกร่วมเดียวกัน กล่าวคือ ชีวิตของท่านเตือนใจเราว่า พลังที่แท้จริงตั้งอยู่บนความเมตตากรุณา ความเปิดกว้าง และการยอมรับความหลากหลาย”

นักบุญฟรังซิสแห่งอัสซีซี (1181–1228) เป็นที่จดจำทั่วโลกในฐานะบุรุษแห่งสันติภาพและการเสวนา ผู้เป็นพยานถึงการเคารพในความแตกต่าง ผ่านการพบปะครั้งประวัติศาสตร์กับสุลต่านแห่งอียิปต์ในปี 1219

ทั้งนี้ แถลงการณ์ยังกล่าวต่อไปว่า “หลายศตวรรษต่อมา อีซา อัล กะบีร เชคอีซา บิน อาลี อัล คอลีฟะห์ (1869–1932) ได้เปิดประตูต้อนรับชุมชนที่หลากหลาย และวางรากฐานของสังคมที่เปิดกว้าง ซึ่งตั้งอยู่บนการแลกเปลี่ยนและความเข้าใจ”

#กิจกรรมที่ส่งเสริมการอยู่ร่วมกันอย่างสันติและการเสวนา (Events promoting coexistence and dialogue)

โครงการรำลึกดังกล่าว มีวัตถุประสงค์เพื่อเน้นย้ำคุณค่าของการอยู่ร่วมกันอย่างสันติและการเสวนา โดยจะประกอบด้วยการประชุมระหว่างวัฒนธรรมและระหว่างศาสนา ซึ่งจะรวบรวมผู้นำและนักวิชาการมาร่วมไตร่ตรองเกี่ยวกับ “สารแห่งสันติภาพสากลที่เกี่ยวข้องกับนักบุญฟรังซิส” อาทิ มิตรภาพของท่านกับสุลต่านแห่งอียิปต์ “เศรษฐกิจของนักบุญฟรังซิส” ในฐานะคำตอบต่อความขาดแคลนและความยากจนในโลกปัจจุบัน และ “นิเวศวิทยาของนักบุญฟรังซิส” ในฐานะคำเรียกร้องให้ปกป้องผืนแผ่นดินโลกและฟื้นฟูทรัพยากรของโลก

นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมการประกวดวาดภาพระดับชาติสำหรับนักเรียนและศิลปินรุ่นเยาว์ในบาห์เรน เพื่อส่งเสริมการแสดงออกเชิงสร้างสรรค์ในหัวข้อสันติภาพ มิตรภาพ และธรรมชาติ ตลอดจนการจัดการแสดงคอนเสิร์ตภายใต้ชื่อ “Canticle of the Creatures” หรือ “บทเพลงสรรเสริญสรรพสิ่ง” ซึ่งเป็นการเฉลิมฉลองคุณค่าของนักบุญฟรังซิสแห่งอัสซีซี และสารอมตะของท่านเกี่ยวกับความกลมกลืนระหว่างสรรพสิ่งที่ถูกสร้างกับมนุษยชาติ

#เสียงของนักบุญที่กล่าวแก่โลกในยุคปัจจุบัน (The voice of the saint speaks to today’s world)

นายอันเดรีย คาตาลาโน (Andrea Catalano) เอกอัครราชทูตอิตาลีประจำกรุงมานามา ได้กล่าวว่า “เสียงของนักบุญฟรังซิสยังคงก้องอยู่ในโลกของเรา” และ “คำเชิญชวนของท่านให้มุ่งสู่สันติภาพและการเสวนานั้น ยังคงสะท้อนอย่างเร่งด่วนในยุคสมัยที่เต็มไปด้วยความแตกแยกและความขัดแย้ง”

ในช่วงเวลาแห่งวิกฤตนี้ “มรดกของท่านเตือนใจเราว่า หนทางสู่ความกลมกลืนมิได้พบได้ในชัยชนะเหนือผู้อื่น หากแต่พบได้ในความเมตตากรุณา มิใช่ในกำแพง หากแต่ในสะพานเชื่อม และมิใช่ในความเงียบ หากแต่ในการเสวนา”

ด้วยเหตุนี้ จึงมีความจำเป็นที่จะต้อง “เยียวยาความแตกแยก และหว่านเมล็ดพันธุ์แห่งสันติภาพในที่ซึ่งความไม่ลงรอยยังคงครอบงำ”

#การให้ความสำคัญต่อบทบาทของสตรี (Attention to the role of women)

ในส่วนของฝ่าย เบตซี แมธิสัน (Betsy Mathieson) ประธานองค์กร่ “นี่คือบาหืเรน” (This is Bahrain) ได้เน้นย้ำถึงความใส่ใจของนักบุญฟรังซิสต่อบทบาทของสตรีด้วยว่า “ผ่านการสนับสนุนคณะซิสเตอร์กลาริส (the Poor Clares) ซึ่งก่อตั้งร่วมกับนักบุญคลารา ท่านได้ช่วยวางแนวทางที่ทำให้บรรดาสตรีสามารถดำเนินชีวิตอย่างเปี่ยมความหมาย เต็มด้วยการอุทิศตน และมีอิทธิพลต่อสังคม” โดยในช่วงต้นสหัสวรรษที่ผ่านมาราชอาณาจักรบาห์เรนได้จัดตั้ง “สภาสตรีสูงสุด่” (Supreme Council for Women) ขึ้นด้วยเช่นกัน